คนไทยกับSelective Perception

posted on 23 May 2007 14:12 by banana7  in Politic

สวัสดีครับ

บ้านเมืองเราตอนนี้กำลังวุ่นใช้ได้ครับ อันที่จริงต้องบอกว่า วุ่นกันมาได้ 5 ปีกว่าแล้ว

ที่จริงเวลานานขนาดนั้น เราน่าจะได้เรียนรู้ ได้เติบโต (หรืออย่างเลวร้าย น่าจะ "ชิน" )

ในฐานะคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของประเทศนี้ ก็รู้สึก "เซ็ง" กับความเป็นไปของ

ประชาชน ผู้คน หรือคนมีอำนาจ (หรืออดีตผู้มีอำนาจ)หลายๆคนกันพอสมควร

หลังวันที่ 19 กันยา ตัวผมเองมีความคาดหวังพอสมควรว่า เราน่าจะมีการเรียนรู้

กับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมาได้บ้าง อย่างน้อยที่สุด ผมก็คาดว่า เราน่าจะเริ่ม

รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "การตั้งคำถาม" กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรากันบ้าง

แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ เพราะสิ่งที่เราพบเห็นก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ

ที่ยังคงเกิดขึ้นเฉกเช่นในยุคที่แล้ว นั่นคือ

เวปข่าวบางเวป เวปบอร์ดบางที่ ก็ยังเสนอข่าวด้านเดียว

สถานีโทรทัศน์บางแห่ง ก็ยังเสนอข่าวด้านเดียว

การชุมนุมบางอย่างบางกลุ่ม ก็ยังเป็นการจัดตั้ง

หรือเป็นเพียงการชีนำจากข้อมูลเพียง.... ด้านเดียว

ที่ว่ามานี่ ไม่ด้ต้องการจะบอกว่า ถ้าคุณคิดไม่เหมือนผม ไม่ได้ชอบใครเหมือนผม

แล้วมันจะผิดนะครับ เพียงแต่ว่า สิ่งที่ไม่ถูกใจผมเลยก็คือ

ทำไมหนอ...ป่านนี้แล้ว เจ้ายังคับแคบไร้การศึกษา

ทำไมหนอ...ป่านนี้แล้ว เจ้ายังเจื้อยแจ๊ว เหมือนนกไร้จรรยา

ทำไมหนอ ป่านนี้แล้ว เจ้ายังแกร่ว อยู่ในกะลาตน!!!

......

คนหลายๆกลุ่มในบ้านเรา ยังไม่เกิดการเรียนรู้

ทั้งในเรื่องการเปิดรับข่าวสารที่รอบด้าน และการขาดองค์ความรู้ในการวิเคราะห์แยกแยะ

หรือจะกล่าวโดยรวมก็คือ เรายังไม่มีระบบคิดที่เชื่อถือได้ ที่จะนำพาเรา

ไปสู่การกลั่นกรองข้อมูลก่อนที่จะเลือก "เชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ" นั่นแหละครับ

ดังนั้น

จึงเกิดปรากฎการณ์ "ตัวหนา" ที่ผมเขียนขึ้นข้างบนนั่นแล

อ๊ะๆ ใครจะตีความว่าเป็นใคร กลุ่ใหน อย่างไร เอาเลยครับ

เสร็จแล้วเก็บไว้เองนะ ไม่ต้องมาบอกผม ผมไม่อยากรู้หรอก(ฮา)

มูลเหตุสำคัญของการที่เรา "ไม่เรียนรู้" ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า "การเลือกรับ" ครับ

ถ้าจะเอาแบบวิชาการจ๋าเลย ก็อาจจะต้องอ้างอิงทฤษฎีทางสื่อสารมวลชนละครับ

อย่างงานของ Klapper (1960) เรื่อง Selective Perception...

แกกล่าวว่า การเลือกรับรู้มันมีอยู่ 3 แบบ คือ

-การเลือกเปิดรับ (Selective exposure)

ก็คือ คนเรามีแนวโน้มว่า จะสื่อสาร รับรู้

ตามความเห็นของตนเองเป็นหลัก (โดยไม่เกี่ยวว่า มันจะจริงหรือไม่--ผมเอง)

-การเลือกรับรู้ (Selective perception)

คือ แนวโน้มที่คนเราจะเปิดรับ ตีความสารนั้นๆ

ไปตามความเห็นของตนโดยบิดเบือน ไปตามความคิดเห็นของตน

-การเลือกจดจำ(Selective retention)

คือ ความพร้อมที่จะจดจำจะเกิดขึ้นแก่คนที่สนใจ

และพร้อมเข้าใจ (เพราะมันไปสอดคล้องกับความเห็นของตน) และพร้อมที่จะลืม เมื่อมัน

ไม่เป็นไปตามความต้องการของตน

จะลองยกตัวอย่างนะครับ เอาเป็นว่า เป็นเรื่องสมมติแล้วกัน

สมมตินะครับสมมติ บอกกันชัดแล้วนะครับ

คนบางคนเลือกที่จะดูแต่ข่าวที่เชียร์ฝั่งที่ตนเองชื่นชอบ

และก่นด่าสิ่งที่ตรงกันข้ามออกไป โดยไม่ฟังเหตุผล

อาทิเช่น ข่าวของ 2 สถานีคู่กันอย่าง ASSTV กับ PEATV

ใครชอบฝั่งไหน ก็ดูมันอย่างเดียวนั่นแหละครับ

(2 สถานีนี้ไม่มีจริงนะครับ แหม..ใครจะบ้าตั้งชื่อแบบนี้ล่ะครบ)

หรือการนำเอาคำพูด keyword บางอย่าง ไปบิดเบือนให้เข้ากับความเห็นของตนเอง

เช่นเอาคำพูดผู้นำมานั่งตีความเข้าข้างตนเอง โดยไม่คิดจะฟังให้จบ

หรือตัดต่อคำเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ส่วนตน ...อืมม..เห็นทุกวันเลย

เปิดช่อง TITTV สิครับ ที่จริงผมว่า นักข่าวช่องนี้ น่าจะกลับไปเรียนหนังสือใหม่นะครับ

พวกผู้จัดรายการ (บางกลุ่ม...กลุ่มดีดีก็มี) ก็ด้วย

ทำงานสื่อสารมวลชน แต่ไม่เข้าใจ เรื่องสื่อเสรีกับสื่อสาธารณะ

เป็นสื่อที่ "อนาถ"ดีครับ

(ทีวีช่องนี้ ก็ไม่มีจริงครับ เป็นเรื่องสมมติครับ สมมติ)

หรือการที่คนบางกลุ่ม เกิดระริกระรี้ อยากจะเป็นวีรชนประชาธิปไตยกันใหญ่

โดยเลือกที่จะลืม(หรือไม่เคยสนใจเลย)ว่าเคยมีใครทำระยำตำบอนไว้แค่ไหน

อย่างบางประเทศน่ะครับ เอาว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ยังไม่รู้เลย

แต่อยากจะดิ้นรนเหลือเกิน แถมพูดไปพูดมา

สุดท้าย ก็แค่เรียกร้องให้ "นายหัว"ของตัวกลับมาโปรด .....โถ..น่าสงสารจริงๆ

ก็เข้าใจละครับ ว่าอ่านหนังสือไม่ค่อยออกกัน ถึงได้ไม่รู้เรื่องราวข่าวคราว

หรือความคืบหน้าอะไรในโลกเท่าไหร่ ทำไงได้ละครับ

(ประเทศที่ว่านี่ จัดเป็น banana republic แถวๆอาฟริกา หรือ ลาตินอเมริกาครับ

ไม่ใช่แถวๆเอเชียหรอกครับ อย่าเพิ่งเครียด แหม...)

ก็ไม่รู้ละครับว่า ที่ยกตัวอย่างมานี่ จะทำให้ใครเกิดการเรียนรู้ กันบ้างหรือไม่

พยายามจะยกตัวอย่างที่ไกลตัวสักนิด จะได้มองได้อย่างกว้างๆละครับ

ผมเองก็ยังคงเฝ้ามอง อนาคตของประเทศนี้ต่อไปละครับ

ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อตัวเอง และก็เพื่อลูกหลานของเราเองด้วย ..

อ้อ..ก่อนจากกันไป

หลวงพี่ "ธมมธีโป" ฝาก "พร" มาให้กับทุกคนด้วยครับ

โกรธ คือ โง่

โมโห คือ บ้า

ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้า ไม่โง่

ลาไปก่อน สวัสดีครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

บ้านเมืองตอนนี้วุ่นวายจิงๆคะ การศึกษาไปไม่ถึงไหนเลย มันเห้นได้ตั้งแต่โอเนตเอเนตแล้วคะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเด็กมีโอกาสแค่ครั้ง2ครั้ง ทำเป้นเล่นๆกันอยุ่ได้

#1 By Adrias on 2007-05-23 14:28

แวะมาเยี่ยมครับ ติดใจเลย เจอ Entry นี้
อิอิ ผมเองเป็นพวก Attitude Fever ครับ พี่เรียนจิตวิทยาเปล่าครับเนี่ย หรือสังคมศาสตร์ อิอิ ถึงเขียนอะไรที่เป็นนามธรรมได้ลื่นไหลไพเราะ แบบนี้
นับถือครับ จะขอตามอ่านนะ

#2 By Miyamuki on 2007-05-25 00:11

จริงๆ แล้วประเทศ banana republic เค้าอาจจะเหมาะกับการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มากกว่าก็ได้นะคะ...
อาจจะเหมาะกับพื้นฐานนิสัยแบบนี้ของเขามากกว่าก็ได้ค่ะ

#3 By ~ หอมกรุ่น ~ on 2007-05-25 02:00

เอาแต่ด่าทุกฝ่าย แล้วคิดว่าตัวเองเป็นกลาง แล้วไม่คิดจะเสนอทางแก้ที่เป็นไปได้ พูดถึงทางแก้ที่ไม่มีทางเกิดขึ้น
ก็เท่ากับลอยตัวเหนือปัญหา เท่านล่ะครับ
หัวข้อนี้เป็นการนำเสนอทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการรับรู้ และการแสดงออกของคนในสังคมครับ

ในเรื่องของการแก้ปัญหา ผมได้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง นั่นคือ การเรียนรู้ หากเราไม่เรียนรู้ ทำมันดุ่ยๆไป โดยไร้"ปัญญา"การกระทำนั้นๆ เขาเรียกว่า ทำโดยโมหะจริต คือ ทำโดยความหลง ไม่รู้ ... อันที่จริง มันทำได้จริงครับ ถ้าหากว่า ท่านไทน่าคิดว่าทำไม่ได้ ก็เท่ากับว่า ท่านไทน่าเชื่อว่า คนไทยทุกคน ชาตินี้ทั้งชาติจะโง่ดักดานอยู่กับที่ ไม่เกิดการเรียนรู้นะครับ....

อะแฮ่ม... ผมไม่เคยลอยตัวเหนือปัญหา ถ้าลอยตัวผมคงไม่มานั่งพูดเรื่อง"อื่น"ในบล็อค"ฮีโร่"หรอกครับ

คุณไทน่า ต้องอ่านหนังสือเยอะๆนะครับ
ผมเป็นกำลังใจให้

#5 By 8anana7 on 2007-05-31 21:46

นั่นแหละครับทางแก้ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคุณสามารถให้คนไทย"ทุกคน"รู้จักการเรียนรู้ได้หรือไม่

จะมีก็แต่คนเพียงบางกลุ่ม ซึ่งไม่รู้ได้ว่าส่วนน้อยรึส่วนมาก

และปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ไม่ได้ยังจะพูดถึงการแก้ปัญหาระยะยาว

ถ้าปลูกต้นไม้แล้วต้นกล้าไม่แข็งแรง คิดแค่ว่าบำรุงดินอย่างเดียวแล้วเดี๋ยวพอมันโตก็จะแข็งแรง
เกิดมันตายไปก่อนก็ไม่มีโอกาสโต การที่คิดถึงระยะยาวโดยไม่แก้ปัญหาระยะสั้นมันก็ไม่ต่างกับการเพ้อฝันไปวันๆ

ถ้าไม่มีวันนี้มันจะมีอนาคตได้มั้ย

แถมยังตีความตัดสินคนที่พยายามแก้ปัญหาระยะสั้นว่า "คิดอยู่แค่นั้น" "ถูกชี้นำ" "จัดตั้งมา" หรือ "ฟังความข้างเดียว"

แล้วก็คิดว่าตัวเองเป็นกลางแล้ว นำเสนอแง่มุมว่าตนเองแนะนำสิ่งที่จะพัฒนา โดยไม่คิดถึงการแก้ปัญหา อาจจะเพราะคิดว่าปัญหาถูกแก้ไปแล้วหรือไงไม่ทราบได้ แต่คนที่มีความเห็นว่าปัญหามีอยู่ก็ยังมีอีกหลายคน การกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นเป็นอย่างที่คุณคิดมันถูกรึเปล่า???

การคิดแค่จะเฝ้ามองอนาคต ถ้าปัจจุบันยังมีปัญหา มันต่างอะไรกับการลอยตัวหนีปัญหา

มองความจริงเยอะๆนะครับ อย่าอ่านแต่หนังสือ
และการที่คุณพูดแบบนี้เท่ากับพูดว่า คนไทยเราที่ผ่านมาไม่มีการเรียนรู้ ถึงได้เกิดปัญหา และเท่ากับคุณพูดว่า ที่ผ่านมาเราดักดานอยู่กับที่ งั้นสิ???

ชีวิตของคนนึงต้องพบเจอประสบการณ์ที่ต่างกัน การเรียนรู้ก็ต่างกันตั้งแต่โครงสร้าง เมนทอลโมเดลของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ทุกคนต่างเรียนรู้มาในแบบของตัวเองและตัดสินสิ่งต่างๆจากสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มา มีคนหลายคนมีมุมมองมากมาย

ทุกคนต่างก็ต้องตีความคำพูดของคนอื่นทั้งนั้น เพราะการใช้ภาษาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่พูดออกมาในแต่ละครั้งมักจะมีด้านเดียว แต่ละคนจึงต้องตีความให้เห็นด้านตรงข้าม
แน่นอนว่าทุกคนย่อมตีความตามความคิดของตัวเอง นอกจากจะรวมหัวกันตีความด้วยกันหลายๆคน
ผมอ่านสิ่งที่คุณเขียนแล้วผมก็ยังมองไม่ออกว่าคุณมีความเห็นในการแก้ปัญหาระยะสั้นยังไง ผมก็ต้องตีความคำพูดของคุณ

คุณกลับคิดว่าตัวเองเรียนรู้มาอยู่คนเดียว คนอื่นไม่ได้เรียนรู้ ถึงได้เกิดปัญหา มันถูกแล้วรึเปล่า???
ไม่เป็นการดูถูกกันมากไปหน่อยรึครับ

มองความจริงเยอะๆนะครับ อย่าอ่านแต่หนังสือ
ผมจะเอาใจช่วยครับ

ป.ล. ถ้าคิดจะพูดเรื่องจิตวิทยา อย่าใส่ Tag ว่า Democracy หรือ Politic สิครับ
เอาทีละประเด็นนะครับ

ที่ผมบอกคุณไทน่า เรื่องการอ่านหนังสือ
เพราะว่าจากการที่ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบล็อคของคุณไทน่าในหลายๆเอนทรีนั้น มันได้เป็นการฟ้องตัวเองอยู่ในทีว่า คุณไทน่า ยังอ่านมาไม่พอครับ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของท่านปรีดี ซึ่งจากการอ่านงานของคุณ ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า คุณ"รู้เรื่องนี้น้อยมาก"จริงๆ จึงต้องตอบออกไปแบบนั้น ก็ดีที่มีหลายๆคนออกมาชี้แจงประเด็น"บางส่วน"ให้ได้อ่านกัน เนื่องจาก"อีกหลายๆส่วน"นั้น ออกจะสุมเสี่ยงอยู่สักหน่อย เพราะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก นี่คือเหตุผลที่ต้องบอกคุณว่า ไปอ่านมาเพิ่มซะ เพราะถ้าคุณ"ไม่แน่น"ในประเด็นที่คุณนำเสนอ แล้วมีความเห็นที่รุนแรง มันรังแต่จะเป็นเป้าให้คนอื่นๆที่เข้ามาอ่านแล้วเขาโจมตีเอาเปล่าๆ ซึ่งถ้าคุณโต้ตอบไปแบบ"จับประเด็นไม่ถูก"แล้วนั้น มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณน่ะครับ ...อันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่บล็อคของคุณเองนะครับ


ประเด็นที่สองนะครับ การไม่พัฒนาของคน ก็คือ "การไม่เรียนรู้"นั่นแหละครับ การเรียนรู้มันมีหลายอย่าง จากการอ่านก็ดี การได้ฟังก็ดี การได้เห็นก็ดี หรือจะรวมเรียกว่า เรียนรู้จากประสบการณ์ก็ดี แบบที่คุณบอกนั่นแหละ การเรียนรู้ แม้จะกินเวลาแรมปีเพียงเสี้ยววินาที ก็ย่อมจะส่งผลต่อความคิดและการกำหนดพฤติกรรมของบุคคลที่จะแสดงออกครับ

ดังนั้น การเรียนรู้ จึงไม่ใช่เรื่องของแผนระยะยาว ระยะสั้นอะไร เพราะถ้าได้เรียนรู้ เราจะพัฒนาได้ด้วยตนเอง ปัญหาเดียวก็คือ คนเราไม่เท่ากัน เครื่องมือที่ใช้ จึงอาจต่างกันอยู่บ้าง แต่การกำหนดวิธีการแก้ปัญหา โดยการบ่มเพาะปัญญา ไม่ใช่วิธีที่ผิดแน่นอนครับ ถ้าไม่เริ่มกันวันนี้ มันก็ไม่มีพรุ่งนี้ ถูกต้องไหมครับ

ตัวปัญหานั้น ยังไม่ถูกแก้ครับ เรายังเห็น"ตัวปัญหา"อยู่ทุกวัน ทำอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้าง แถมยังชอบเบี่ยงเบนประเด็น และสร้างปัญหาใหม่ๆทุกวัน ตามหลัก propaganda ด้วย คุณไทน่า มองปัญหานี้ออกเหมือนผมไหมครับ

ผมไม่คิดว่า สิ่งที่นำเสนอไป จะเป็นการไปวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่คุณไทน่าเรียกว่า "การแก้ปัญหาระยะสั้น" สักเท่าไหร่ เพราะผมเอง ในฐานะที่เขียนบทความนี้เอง เข้าใจว่า ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานั้น เป็นการพูดถึงรูปแบบการแสดงออกของคน หรือกลุ่มคน ในการ "เลือกรับ" หรือ "บิดเบือน" ทุกอย่างให้เข้าทางกับผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องการ "เบี่ยงประเด็น" เลือก "ปิดหู" เสียมากกว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหาอะไรใดๆทั้งสิ้น

เอาให้ชัดๆนะครับ ง่ายๆเลย คำพูดของอดีตรักษาการณ์หัวหน้าพรรคแห่งหนึ่งในวันที่ 30 ก็เป็นตัวแสดงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการชุมนุมของ "กลุ่มคนวันสาวไม่อาวเผด็จการ" ที่เอาจตุคามมาล่อ แล้วในในรับของ ก็กลายเป็นบังคับให้คนรับของลงชื่อไล่องคมนตรี รวมไปถึงการปราศรัย ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่เอาเผด็จการ แต่มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ "อดีตท่านผู้นำ" เป็นต้น นี่นะหรือครับ สิ่งที่เรียกว่า การแก้ปัญหาระยะสั้น

ผมเรียกมันว่า การบิดเบือนและเบี่ยงประเด็น ตามหลัก พรอพพากันด้าครับ

และสุดท้าย ผมไม่ได้ดูถูกใครครับ ผมเป็นพวกมนุษยนิยมครับ เชื่อว่า ทุกคนพัฒนากันได้ แต่รู้สึกสงสารมากกว่า ที่หลายๆคน ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอยู่ ผมไม่ได้บอกนะครับว่า กลุ่มต่างๆที่มานั้นเป็นมวลชนจัดตั้ง เพียงแต่ว่า "อะไรๆ"ที่เห็นๆกันอยู่นั้น มันทำให้เกิดคำถามว่าความบริสุทธิ์ของมวลชนนั้น มันอ่อนแก่แค่ไหนต่างหากละครับ

คุณไทน่าครับ ผมเองทำงานการเมืองมาตั้งแต่สมัยปริญญาตรี ตอนแรกก็ไม่สังกัดพรรคหรอกครับ แต่เผอิญการครอบงำมันสูง ก็เลยได้ถูก"ดูด"เข้าไปช่วยพรรคๆนึง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวครับ เขาอุบาทว์ไปหน่อย เล่นนอกเกมเยอะ เรื่องพรอพพากันด้านี่ที่หนึ่งเลยครับ จากที่ผมอยู่ในแวดวงการเมือง และครอบครัวทหารรักษาพระองค์(อุ๊ย.. พูดไปแล้ว) ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ผมเองก็คงไม่ได้มีความคิดและประเด็นนำเสนอที่ "ขี้ริ้วขี้เหร่"สักเท่าไหร่ และผมก็เชื่อในข้อมูลที่ผมรับมาแบบ "สายตรง" พอสมควรครับ ส่วนคุณจะเชื่อหรือไม่ มันก็เป็นสิทธิของคุณครับ ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ต้องขอบคุณครับ ที่สนใจและเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน คุยกับคุณนี่บางทีก็ปวดหัวครับ แต่ส่วนใหญ่สนุก เพราะมีอะไรให้คุยกันเยอะ ก็ขอบคุณนะครับ

ปล. ลืมบอกไปว่า พรรคที่เคยช่วยงานเขานั้น ตอนนี้หัวหน้าพรรคยังไม่ได้กลับประเทศเลยครับ เห็นว่า จะไปทำธุรกิจกีฬาอยู่ ก็ต้องเอาใจช่วยเขาละครับ หุหุ

#8 By 8anana7 on 2007-06-01 12:33

เอาละ เรื่องนึง ผมยอมรับเรื่องที่ผมรู้น้อยจริงๆเรื่องท่านปรีดี ข้อมูลเท่าที่มีก็ถือว่าน้อย แต่ตอนที่คุณตอบมาว่า "อ่านหนังสือให้มากกว่านี้นะครับ" ผมไม่ได้พูดว่าผมรู้น้อย นั่นเป็นความเชื่อของคุณจริงมั้ยครับ แล้วคุณคิดว่าตัวเองรู้มากกว่าผมแน่นอน ความรู้ที่คุณรู้ก็ต้องถูกแน่นอนงั้นเหรอครับ???
และนี่ก็เป็นการตีความเข้าข้างตัวเองจากคำพูดของผมนะครับ ว่าผมพูดแค่นั้น คุณก็เข้าใจว่าผมพูดสิ่งที่ผมรู้หมดแล้ว(แต่ผมยอมรับนะครับว่าจริง) แล้วก็คิดว่าผมอ่านหนังสือมาน้อย
คุณตีความไม่ผิดครับ แต่ตอนที่คุณตีความ คุณยังไม่รู้ข้อเท็จริงใช่มั้ยครับ ถึงคุณจะตีความถูก แต่คุณก็ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงอยู่ดี มันก็เป็นการเดาสุ่มใช่มั้ย???
แล้วคุณก็เลยตัดสินว่าผมอ่านมาน้อย และใช้ถ้อยคำอย่างผู้ที่รู้มากกว่า
งั้นคุณมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาผู้อื่นว่าตีความคำพูดของคนอื่นตามใจตัวเองละครับ ในเมื่อคุณก็ทำเหมือนกัน???

เอ้านั่นเรื่องนึง

เรื่องต่อมา ก็ แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินคนอื่นว่ายังไม่เรียนรู้ ยังไม่พัฒนา
ถึงได้มาแนะนำว่าปัญหาจะถูกแก้ ถ้าคนเรียนรู้และพัฒนา
การพูดแบบนี้ก็เท่ากับว่าคุณคิดว่า คนอื่นยังไม่เรียนรู้ ยังไม่พัฒนา หรือผมตีความผิดช่วยบอกนะครับ ขอโทษล่วงหน้าครับ

และสิ่งที่คุณนำเสนอไป ก็เป็นการพูดถึงคนบางกลุ่มและสิ่งที่คุณนำเสนอ ก็เป็น "ส่วนหนึ่ง" ของคนบางกลุ่มเหล่านั้น แทรกตัวอยู่ในแต่ละกลุ่ม แต่ผมเห็นคุณเปรียบเทียบว่ามันคือสัญลักษณ์ของกลุ่มนั้นๆ ทั้งที่จริงๆกลุ่มเหล่านั้นก็เชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก และการแสดงออกของพวกเขาเป็นวิธีแก้ปัญหาในระยะสั้นในแบบที่ตัวเองเชื่อ ทั้งสิ้น
แน่นอนว่า ผู้นำ แกนหลัก ผู้มีบทบาท ของกลุ่มคนเหล่านั้นอาจมีบ้างที่ไม่บริสุทธิ์ใจเพราะผลประโยชน์ผลโทษจะส่งผลถึงตัวโดยตรง แต่ไม่ใช่ว่าผู้ที่เข้าร่วมในกลุ่มคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นที่คุณพูดทั้งหมด หรือว่าคุณมีหลักฐาน?

ผมเห็นด้วยว่าตัวปัญหานั้นยังไม่ถูกแก้(และผมก็พูดมาแต่แรกแล้ว) ตัวปัญหาที่ทำโน่นนี่ ชอบเบี่ยงเบนประเด็น แถมยังสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นๆอยู่ทุกวัน ผมก็คิดว่าผมเห็น
แต่ผมเข้าใจว่าคนละตัวกับที่คุณเห็นครับ หรือถ้าคุณเห็นว่ามีหลายตัวผมก็คิดว่าเป็นไปได้ว่าเราจะเห็นตรงกัน เพียงแต่ตัวไหนเป็นตัวปัญหาเราก็คงเห็นต่างกันอยู่ดี

สุดท้าย ผมเชื่อครับว่าคุณเกี่ยวข้องกับการเมืองมาก อย่างที่คุณว่า ถึงกับพูดถึงว่าครอบครัวเป็นอะไร แต่ผมไม่คิดว่ามันคือเหตุผลที่ควรจะต้องเอามาใช้ตัดสินใจว่าผมควรเชื่อความเห็นของคุณรึไม่ และคุณเป็นฝ่ายถูกรึเปล่า เรามองกันคนละด้านและเอามุมมองของตัวเองมาพูดกันทั้งนั้น

ป.ล.คนดีบางคนในประวัติศาสตร์(ผมไม่ได้หมายถึงแค่ใครบางคน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคบางพรรค ผมก็ไม่คิดว่าเขาเป็นคนดีซักเท่าไหร่หรอก) บางคนอาจต้องโทษ ถูกเนรเทศ บางคนไม่ได้กลับประเทศตลอดชีวิต บางคนถูกลบชื่อไปจากประวัติศาสตร์
แต่คนๆนั้นก็เป็นคนดี มันมักจะพิสูจน์ได้ในตอนหลัง
แต่คนที่เชื่อว่าคนนั้นเป็นคนดีก่อนที่จะมีการพิสูจน์ ก็มักเป็นประชาชนทั่วไป ที่พูดว่า "คนนี้ดีจริงๆนะ"


ป.ล.
สิ่งนึงที่ผมเชื่อคือ สิ่งที่ "อดีตท่านผู้นำ" ทำ ยังไม่มีเหตุผลและความเลวร้ายมากพอ ที่จะต้องถูกรัฐประหารแบบนี้
ทำไมต้องรัฐประหารก่อนค่อยให้ศาลตัดสิน ถ้าศาลสถิตย์ยุติธรรมจริง
ถ้าเชื่อว่าก่อนรัฐประหารศาลถูกฝ่ายนึงครอบงำ หลังรัฐประหารศาลจะไม่ถูกอีกฝ่ายนึงครอบงำมั่งรึ???
และสิ่งที่ "อดีตท่านผู้นำ" ไม่ได้ทำผิด แต่ถูกโยงใยให้คนเข้าใจว่ามันคือความผิด การที่มีคนวันสาวพยายามแก้ไข ผมก็ว่ามันถูกแล้ว เพราะงั้นการที่คนวันสาววันไส้จะแก้ต่างให้ "อดีตท่านผู้นำ" เพื่อให้เหตุผลคัดค้านการรัฐประหาร ผมก็ว่าปกติดีแล้ว
และไม่เกี่ยวว่าคนพูดจะมีความต้องการแอบแฝงอะไรรึไม่ ถ้าพูดจริงมันก็คือความจริง ถ้าโกหกมันก็คือโกหก
ถ้าผมพูดผิดก็ขอโทษนะครับ

ขอบคุณที่ตอบรับครับ
ขอบคุฯเช่นกันครับที่ตามกันมา

ไม่รู้จะเริ่มจากประเด็นไหนก่อนดีเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่า ถ้าสิ่งที่พูดไป ทำให้รู้สึกไม่ดี เสียความรู้สึก ผมเองก็ต้องขอโทษไปเป็นกรณีแล้วกันนะครับ ผมเอง


เอาเป็นว่า ผมเห็นด้วยเรื่องกาลเวลาพิสูจน์คนแล้วกันครับ

เอาล่ะเรื่องต่อมา กรณีที่วาทกรรมทางการเมือง เรื่อง"การประหาร"คนๆนั้นเนี่ย
ปัจจัยแรก ....เอางี้นะครับ

ถือเสียว่าผมเล่า"เรื่องสมมติ"ให้ฟังแล้วกันนะครับ

การรัฐประหารครั้งนี้ เชื่อกันว่ามีการเตรียมการมานานแล้ว จากภาวะ"ทางตัน"ทางการเมือง ที่ทางรัฐบาลเป็นผุ้ก่อขึ้น (อันที่จริงมันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่มันเกี่ยวกับท่าน...คนเดียว)แต่เนื่องจากภาวะสุกงอมมันยังไม่เต็มที่

เผอิญว่า มีคนบางคน พยายามจะสร้างเหตุการณ์ม็อบชนม็อบ และจะใช้ภาวะนั้นเป็นข้ออ้างในการใช้พรบ.ฉุกเฉิน

หลังจากนั้น เมื่อควันสงบลงท่ามกลางซากศพ คนบางคนก็จะใช้ข้ออ้างในการ"ลืม"ข้อครหา และปิดปากกลุ่มคนที่ถูกทำให้กลายเป็นตัวปัญหาเสีย


เล่ามากกว่านี้คงไม่เหมาะครับ
ผมเชื่อว่าคุณไทน่าน่าจะหาข้อมูลได้ ส่วนเรื่องความถูกต้องของข้อมูล
ยืนยันไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะผมได้ออกตัวแล้วว่า มันเป็นเรื่องสมมติ(ฮา) อ่านเอาสนุกๆแล้วกันนะ


ส่วนเรื่องใครชักใยอะไรอย่างไรนั้น
บอกไว้ตรงนี้เลยว่า คนที่"วันสาว"ก็"ผีทีวี"นั่งด่าอยู่น่ะ ไม่เกี่ยว



พูดแค่นี้นะครับเรื่องนี้



การรัฐประหาร จริงๆเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการพัฒนาทางการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมภาคประชาชนครับ เพราะแทนที่จะให้คนมานั่งคิดร่วมกัน กลับกลายเป็นการล้มกระดาน

ทว่าเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว มันก็มีเหตุอันควรในตัวเองอยู่พอสมควร ประเด็นนี้จึงตกไป แต่ต้องมาพิจารณาในส่วนต่อไปครับ คือ เมื่อรัฐประหารมาแล้ว ใครมานั่งเป็นายก ใครจะสืบทอดอำนาจ ใครจะทำอะไรอีก คือ เป็นการมานั่งพิจารณา"สาระ"ของการทำงานว่า ทำอะไร อย่างไร แบบไหน


แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็คือการรัฐประหารครับ ดังนั้น วาทกรรมทางการเมืองที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาทันทีก็คือ คำว่า "เผด็จการ" วาทกรรมมันมีอำนาจเหลือร้ายครับ เมื่อคำว่าเผด็จการเข้ามาครอบงำแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่มองสาระแล้วละครับว่า สิ่งที่พูดมาน่ะมันจริงไหม เอาเป็นว่า ขอให้ได้เห็นเสื้อเขียวท๊อปบู๊ท เราก็ว่าเป็นเผด็จการเอาไว้ก่อน


ทั้งๆที่เอาเข้าจริงๆแล้ว คมช. (เคยมีคนแปลเอาไว้ว่า คณะม่วนซื่นแห่งชาติ) ยังห่างไกลความเป็นเผด็จการมากนัก

ตัวอย่างที่ชัดที่สุด ก็คงไม่พ้นเรื่องท่านผู้นำหรอกครับ ถ้าจะใช้อำนาจกันจริงๆ ป่านนี้ผมว่าไม่มีใครเหลือรอดมาเย้วๆปาวๆกันเต็มเมืองแบบนี้หรอกครับ

ซ้ำร้ายกลุ่มที่มาเคลื่อนไหว ก็ไม่ได้มุ่งไปที่ประเด็นคมช. กลับพุ่งเป้าไปที่การเรียกร้องการกลับคืนสู่อำนาจของท่านผู้นำเสียอีก

มันก็เลยหมด ความน่าเชื่อถือ

เพราะ"ท่านผุ้นั้น"ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของประชาธิปไตยนะครับ กลับเป็นเครื่องหมายของการ"เล่น"กับ"กติกา"จนทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนกันจนยุ่งแบบนี้ล่ะครับ

เรื่องคดียุบไม่ยุบนี่ มันเกิดขึ้นก่อนรัฐประหารนะครับ แต่ที่สำคัญก็คือ เนื้อหาของสำนวนคดียุบนั่น น่าจะเพียงพอในการอธิบายเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นอย่างดีครับ

เผอิญว่าโชคดี ได้ฟังเต็มๆตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งยันเกือบเที่ยงคืน แน่นอนว่าดูข่าวไปด้วยยาวจนตีสี่ (งานการไม่ต้องทำกันเลย...กรรมของเวร) เชื่อว่า ถ้าได้ฟัง ได้อ่านกันเต็มๆ ศาลได้ลำดับเหตุการณ์และระบุที่มาที่ไปได้อย่างละเอียดแล้วครับ

ถ้ายังไม่ได้ฟังแบบเต็มๆ ลองหาฟังดูนะครับ น่าจะหาได้ไม่ยาก และน่าจะทำให้เข้าใจเหตุผลของศาลมากขึ้นนะครับ



ไม่รู้ว่าตอบครบมั๊ย ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาคุยกันครับ


แล้วพบกันใหม่ครับ

#10 By 8anana7 on 2007-06-01 18:42

ครับผม ผมก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าเช่นกัน เพราะบางทีการอยู่คนละมุมก็ทำให้คำบางคำสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีแก่อีกฝ่ายได้ โดยที่ตัวเราเองไม่รู้

ขอโทษล่วงหน้าครับ

ในฐานะที่คุณกล่าวว่า เรื่องที่คุณพูด คือ "เรื่องสมมุติ" อันนี้ก็ตกลงก่อนว่ามันคือเรื่องสมมุติ เรื่องสมมุติที่คุณพูดถึงนี้ ผมก็ได้ยินมาหลายครั้งแล้วจากปากของหลายคน และมันก็ยังเป็นได้แค่เรื่องสมมุติ

ผมขอเรื่องสมมุติในแบบของผมบ้าง
---
คำกล่าวอ้างถึงทางตันทางการเมืองนั้น แท้ที่จริงแล้วมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงทางตันของการโค่นล้มระบอบอะไรบางอย่าง แต่ก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาทั้งนั้นว่าระบอบนั้นจะทำบ้านเมืองล่มจม ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ

ในช่วงเวลานั้น กฤษฎีกาการเลือกตั้งก็ออกมาแล้วว่ากำหนดเวลาเลือกตั้งชัดเจน ตัวปัญหาหนึ่งยังอยู่ และเป็นตัวปัญหาหลักของฝ่ายที่พยายามโค่นล้ม(ในหลายๆแง่ ทั้งแง่ดีและแง่ลับๆ) แต่ก็ยังเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากมายทั้งจากระดับกลางส่วนหนึ่งและจากระดับล่างอีกหลายส่วน

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทุกพรรคต่างเตรียมตัวลงเลือกตั้ง และประชาชนก็จะตัดสินแล้วว่า จะเอาตัวปัญหานั้นกลับมา หรือไม่เอา จะเอาคนอื่น ซึ่งทิศทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือตัวปัญหานั้นจะกลับมาเป็นนายกต่อไป

ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ต้องการโค่นล้มระบอบดังกล่าว คือทหาร ยอมไม่ได้ จึงได้เตรียมการที่จะปฏิวัติแล้วทุกเมื่อ เมื่อถึงเวลาก็ออกมาทันที โดยใช้ข้ออ้างว่าจะมีม็อบชนม็อบ ซึ่งไม่มีมูลความจริงใดๆว่าฝ่ายสนับสนุนจะขนม็อบมาชนกับอีกฝ่าย มีแต่ฝ่ายเดียวที่ขู่ว่าจะเอาม็อบมาแล้วอีกฝ่ายต้องเอาม็อบมาชนด้วย

และการประกาศ พรบ.ฉุกเฉิน ก็เป็นเพียงแค่ความพยายามที่จะหยุดยั้งการรัฐประหาร ดังจะเห็นได้ว่าความพยายามที่จะประกาศนั้นไม่ได้ถูกเตรียมการมาก่อน แต่พยายามจะประกาศในจังหวะที่การรัฐประหารเริ่มต้นขึ้น และมันก็ไม่ทันการในท้ายที่สุด

---

นี่คือเรื่องสมมุติของฝ่ายผมนะครับ

ส่วนเรื่องผู้ที่ชักใยในการรัฐประหาร
ผมก็ยังไม่เห็นมูลของคนที่ถูกกล่าวหาผู้นั้น มีเพียงว่าท่านผู้นั้นพยายามชี้นำประชาชนให้เห็นด้วยในหลายๆครั้ง จนกระทั่งมีคนโจมตีถึงได้หลบไปเงียบๆ
ส่วนจะชักจริงหรือไม่ ผมขอไม่ออกความเห็นเรื่องนี้นะครับ


การพูดถึงเรื่องเหตุผลในการรัฐประหารนี้ก็เป็นสาเหตุนึงที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามพูดว่ามันคือเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนัก จึงพยายามแก้ต่างให้ผู้ที่ถูกกล่าวหา ดังที่ผมก็พยายามอย่างที่เห็นด้านบนนั้น
พูดก็พูดเถอะ ในมุมของพวกผม มีคนกลุ่มหนึ่งคือนักวิชาการ อาจารย์ นักกฏหมาย และสื่อบางจำพวก วาดภาพปีศาจทักษิณให้ดูยิ่งใหญ่น่ากลัวเกินความจริง และใช้ชี้นำมวลชนให้กลัวจนเกิดพันธมิตรกู้ชาติ ทั้งยังสร้างเงื่อนไขต่างๆให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นมากันเอง แล้วโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายทั้งหมดเอาเอง


การตัดสินว่าเผด็จการล่ะ คืออะไรครับ???
นั่นก็เป็นการตัดสินของคุณคนเดียวนะครับว่าเผด็จการต้องเป็นอย่างไร และคมช.ห่างไกลจากเผด็จการแค่ไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างที่ คมช. กล่าวอ้างแน่ๆ ประชาธิปไตยต้องให้อำนาจประชาชนในการเลือกผู้นำและถอดถอนผู้นำ ประชาธิปไตยไม่ใช่การใช้เสียงส่วนน้อยและกำลังในการตัดสินปัญหา และประชาธิปไตยต้องไม่ใช่การใช้อาวุธทางทหารเป็นพลังทางการเมืองแน่นอน

ถ้าแค่จะพูดว่า ถ้าผู้นำตอนนี้ใช้อำนาจ คนที่มาเย้วๆปาวๆก็คงไม่เหลือรอด
งั้นทีทักษิณเป็นเผด็จการยังไงครับวานบอก อย่างมาใช้คำแสลงว่าเผด็จการรัฐสภา เพราะตอนที่คุณพูดคุณก็ใช้แค่คำว่าเผด็จการนะครับ


กลุ่มที่มาเคลื่อนไหวก็มีข้อเรียกร้องมากมาย แล้วประเด็นของการให้ผู้นำเก่ากลับมามีอำนาจ ส่วนนึงก็คือต้องโค่นล้ม คมช. ก่อน
อ่า คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าสภาพการณ์บ้านเมืองตอนนี้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แย่ลงกว่าสองปีที่แล้ว และด้านอื่นๆก็ไม่ได้ดีกว่ากลับจะแย่กว่าด้วย
จะปฏิเสธมั้ยครับ ถ้าไม่ ก็ยอมรับเถอะครับว่าการที่คนกลุ่มนึงอยากให้ผู้นำคนเก่ากลับมา มันก็เป็นเหตุที่สมควรแล้ว


แล้วการตัดสินว่าใครเป็นเครื่องหมายของอะไร ผมว่าเป็นเรื่องของแต่ละคนนะ ว่าในมุมมองของเค้า อะไรอย่างหนึ่งนั้นเป็นเครื่องหมายของอะไร
ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง คนผู้นั้นคือตัวปัญหาที่เล่นกับกติกาให้เกิดผลประโยชน์แก่ตัวและพวกพ้อง
แต่ในสายของอีกกลุ่มหนึ่ง คนผู้นั้นก็อาจเป็นฮีโร่นิสัยเสียที่ตะกละมูมมามแต่มีพลังมากมายที่ช่วยเหลือคนทั้งประเทศ
อีกกลุ่มหนึ่งอาจเห็นเป็นพ่อพระที่ถูกกลั่นแกล้ง และทำทุกสิ่งตามกติกา ถูกคนที่ชอบนอกกติการังแก
และอีกกลุ่มที่เห็นเป็นนักการเมืองที่บริหารประเทศได้ดีที่สุด ทำประเทศรุ่งเรืองที่สุด และเท่านี้ก็พอแล้ว


ต่อไปก็...
เหตุผลที่น่าเชื่อถือแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ความจริงครับ เป็นได้แค่เหตุผลที่น่าเชื่อถือ
สำนวนคดีมีการตีความ และถ้าเอาหลักกฏหมายมาเทียบกัน มันก็ตีความไปได้หลายแบบ และจะตีความยังไงสุดท้ายก็อยู่ที่ศาล

และคุณคิดรึว่าศาลล็อบบี้ไม่ได้เหรอ???
ในเมื่อในตอนที่ทักษิณอยู่ พวกฝั่งคุณก็ไม่ยอมให้ศาลตัดสิน หาว่าศาลถูกครอบงำ
คิดว่า คมช. เป็นคนดีเหรอครับ???


สุดท้ายที่ผมอยากบอก
ข่าวการกระทำอันไม่ชอบที่มีมาตลอดครึ่งปีของ คมช. ที่ถูกเปิดเผยออกมาบางส่วน แต่เรื่องกลับเงียบๆไปในเวลาไม่นาน
บวกกับสภาพการณ์บ้านเมืองที่เลวร้ายลงทุกวัน โดยเฉพาะปัญหาภาคใต้ ที่ผู้กุมอำนาจเป็นทหารแท้ๆแต่กลับแก้ไขอะไรไม่ได้
มันผิดมั้ยครับ ที่จะมีคนส่วนนึง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่ คิดว่า อยากให้ทักษิณกลับมา
คมช. มีอะไรดีกว่าทักษิณครับ?
อุแม่เจ้า

เนตหลุด

ที่จริงพิมม์ไว้ยาวมาก


เศร้าเลยครับท่าน


เอาเป็นว่าผมเข้าเรื่องเลยแล้วกัน

เอาตั้งแต่เหตุผล"รัฐประหาร"นะครับ

เหตุผลมันก็เป็นไปตามที่ผมบอก หลักฐานต้องไปถามคนที่อยู่แถวๆสนามกีฬาทางภาคเหนือครับ ที่จริงนักข่าวหลายคนได้รูปด้วย แต่ติดตรงความซับซ้อนในเรื่องความสัมพันธ์ ของ นักการเมืองท้องถิ่น และทหารบางกลุ่ม เรื่องพวกนี้ จึงไม่ถูกเผยแพร่ในวงกว้างนัก

ซึ่งจะว่าไปเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนตัวครับ ผมเองคงไม่กล่าวอ้างตัวบุคคลอ้างอิงอีก เพราะไม่อยากหาเหาใส่หัว
(อิอิ) แล้วแต่คุณไทน่าจะพิจารณาแล้วกันครับ

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของ"ทางตัน"ที่ว่า
ที่มีคนกล่าวว่าเรากำลังจะเจอทางตัน เนื่องจาก กระแสต่อต้านอย่างที่คุณว่านั่นแหละครับ ทั้งจากกลุ่มพันธมิตร และพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ถามว่ามันเริ่มมาจากตรงไหน

(เอาสั้นๆนะครับ ขอโทษด้วย ที่พิมม์ไว้หายหมด ผมติดภารกิจด้วย ถ้าเอาละเอียดไว้คุณถามมาดีกว่านะครับ)

มันเริ่มจากคำแสลงที่ว่าเผด็จการรัฐสภา
ที่ว่า หัวหน้าสั่งอะไร ลูกน้องเอาหมด
แบบที่ตุลาการศาลอ่านมาแบบยาวๆนั่นแหละ

แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
คือการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของทางฝ่ายค้าน ประเด็นหลักเป็นเรื่องอะไรบ้าง คุณไทน่าลองหาอ่านดูได้นะครับ แต่ถ้าจะให้สรุป ทั้งหมด มันชิ่งกันไปมาระหว่างตัวอดีตนายกเองและคนสนิทของท่าน
ซึ่งแทนที่ท่านจะยอมผ่านการทดสอบนี้ ท่านกลับชิง "ยุบสภา"เสียก่อน

วาทกรรมทางการเมืองชาวงนั้น จึงมีคำว่า "ชาติหน้า มาเร็วจริงๆ" พอจำได้ไหมครับ

และพอยุบเสร็จแล้ว สปอร์ตทางทีวี
ที่รัฐบาลรักษาการณ์ใช้ กลับไม่ใช่การรณรงค์ให้ออกไปใช้สิทธิ แต่กลับกลายเป็นการ "บิดเบือน" ประเด็น และเรื่องราวทางการเมืองไปอีก โดยคำพูดที่ว่า จะเลือกกฎหมู่ หรือ ประชาธิปไตย
ถ้ารักประชาธิปไตย ต้องเลือกท่าน

อ้าว แบบนี้ ท่านหนีเอาตัวรอดจากการซักฟอก แล้วโยนบาปให้พันธมิตร ใช่หรือไม่ แล้วการชุมนุม(แบบที่พีทีวีก็ใช้)มันไม่เป้นประชาธิปไตยตรงไหนหรือท่าน

ซ้ำร้าย เรื่องการกำหนดการเลือกตั้ง
กกต ย้ำ กกต นะครับ ให้เลือกตั้งภายใน 37 วัน ซึ่งก็มีการประท้วงจากทุกพรรคว่าเร็วเกินไป ที่จริงการกำหนดวันเลือกตั้ง ต้องมีตัวแทนทุกพรรคเข้าร่วม ลงมติ แต่นี่กำหนดเองเลยนะครับ มันก็เลยเกิดการประท้วงขึ้นมา

รัฐธรรมนูญปี 40 บอกว่า ทุกพรรคจะส่งหรือไม่ส่งก็ได้ ผลสรุปพรรคร่วมคือ ไม่ส่ง ซึ่งก็ ไม่ผิดครับ แต่ทรท ต้องหนีกฎ 20% ให้ได้
ช่วงนั้นวาทกรรมเด็ดของคุณสุดารัตน์ เริ่มแผลงฤทธิ์การบิดเบือนครับ
"เขาจะฉีกรัฐธรรมนูญงั้นหรือ"
ผมยังจำได้ดีครับ

บิดเบือนกันเข้าไป

ทางตันทางการเมือง คือ การที่ทรท จะต้องหนีกฎ 20 ให้ได้ทุกที่ครับ ซึ่งถ้าหนีไม่ได้ ก็ต้องเลือกตั้งซ้ำจนกว่าจะได้ ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าไม่มีคนเลือกถึง 20 ชาตินี้ทั้งชาติ ก็เลือกมันอยู่อย่างนั้น

นี่คือทางตันครับ เพราะจะเปิดสภาไม่ได้

เพราะเหตุนี้ ทางทรท ก็คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ไม่ผิด เมื่อเลือกตั้งมาจริงๆ มีโนโหวตถึง สิบล้านเสียง และมีเขตที่ไม่มีสส เพราะคะแนนไม่ถึงเพียบ คราวนี้
ก็เลยไปถึง มูลเหตุสำคัญในการยุบพรรคครับ นั่นก็คือ

การแฮคข้อมูล เข้าไปแก้ไขฐานข้อมูลผู้สมัครเสียใหม่ ให้เป็นสมาชิกพรรคเกิน เก้าสิบวัน กับการจ้างพรรคเล็กลงสมัคร นั่นไงครับ


การส่งคนลงสมัครเกินหนึ่งคน ผิดกฏครับ ถึงจะมีคำกล่าวอ้างว่า ทำเพื่อให้การเลือกตั้งดูมีประชาธิปไตย ก็ฟังไม่ได้ เพราะเล่นทำผิดกฎแบบนี้แล้ว

"กติกา"ที่ท่านหัวหน้าชอบท่อง มันอยู่ตรงไหน ยิ่งมาเจอการแฮคข้อมูล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ

แบบนี้ความผิดมันก็เลย ชัดแจ้ง แดงแจ๋

(แต่ ไม่เห็นมีคำอธิบายเรื่องนี้ หลุดออกมาจากปากคน ทรท สักคนเลยนะ หรือว่าทำเป็นจำไม่ได้ก็ไม่รู้ครับ)


ส่วนอีกประเด็น เรื่องของสภาพบ้านเมืองนะครับ

ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ที่คนจะไม่ชอบ แต่คนเคยดูข้อมูลเศรษฐกิจแบบที่อดีตท่านผู้นำเคยชอบนำมาอ้างไหมครับ

ตอนนี้เศรษฐกิจเราอยู่ในสภาวะที่เติบโตได้ เชื่อไหมครับว่า จีดีพีที่ชอบอ้าง ตอนนี้สูงกว่าก่อนรัฐประหารนะครับท่าน

อาชีพที่กระทบ จะเป็นอาชีพบริการครับ เช่น แท็กซี่ เพราะเป็น "ส่วนเกินของการผลิต" เนื่องจากภาวะ รัดเข็มขัดจากความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองครับ

ถามว่าทำไม เนื่องจาก มันยังไม่สงบยังไงละครับ เพราะตราบใดที่แฟนนานุแฟน ทรท ยังทำแบบนี้อยู่ อย่างน้อยก็อีก สองปีแน่นอน (อันนี้นับรวมรัฐบาลใหม่ ที่น่าจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภา) ซึ่งเป็นผลโดยตรงเลยครับ

ต้องถามกันดูเองละครับ ว่าใครกัน ที่เล่นไม่เลิกกันแน่



สำหรับผมแล้ว ประเทศเรา กำลังเดินหน้าสู่หายนะ เมื่อคุณทักษิณอยู่ในตำแหน่งครับ

เพราะสิ่งที่คุณทักษิณทำ คือการหาอำนาจทางการต่อรองให้ตนเองผ่านทางคะแนนเสียงรากหญ้าและการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อในรูปแบบ พรอพากันด้า

การเซ็นเอฟทีเอเฉพาะประเทศที่เป็นวงโคจรดาวเทียมไอพีสตาร์

การให้เงินกู้เอ็กซ์อิมแบงค์พม่า เพื่อมาจ้างบริษัทตัวเอง

การเตรียมแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มระยะเวลาการถือครองที่ดินให้ต่างชาติเป็น 99 ปี กรณีที่ดินคลองเตย

การแก้กฎหมายการถือสัดส่วนหุ้นให้ต่างชาติครอบงำได้ จนถึงกับขายแม้แต่สัมปทานของชาติ



ฯลฯ


นี่ก็พอแล้วสำหรับผมครับ



เรื่องภาคใต้ ลองหาหนังสือพวกฟ้าเดียวกัน หรือพวกศิลปะวัฒนธรรมมาอ่านดูก่อนนะครับ แล้วค่อยแลกเปลี่ยนกัน
มีหลายประเด็นครับ


ผมเองไม่ได้บอกว่า คมช หรือใครเป็นคนดีหรอกครับ

เพราะผมเห็นว่า ใครๆ ก็มีดีมีเสีย แบบเดียวกับที่คุณเห็น

แต่ว่าถ้าพิจารณาแล้ว
ผมจะดูว่า ใครอยู่กับอำนาจแล้ว"คลั่ง"
มากกว่ากันครับ

ผมจึงไม่เลือกคนที่ "คลั่ง"และ"อยู่ในขณะนี้

ไม่แปลกครับ ถ้าจะรักหรือชอบใคร

วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ
มีภารกิจ อิอิ

แล้วพบกัน

#12 By 8anana7 on 2007-06-04 23:02

เรื่องบ้านเมืองใช้ความคิดเห็นไม่ได้หรอกนะครับ...แค่นี้แหละครับ ใครคอรัปชั่นใครก็น่าจะรู้อยู่จะมาอ้างทำความดีมาก่อน ไม่ได้หรอกครับ เหมือนเอาหมาที่เราเลี้ยงแล้ววันนึงกลายเป็นหมาบ้า แล้วยังเลี้ยงไว้เพราะก่อนหน้านี้มันเคยช่วยชีวิตเราจากบ่อน้ำแหละครับ

ขอบคุณที่อ่าน
ความเห็นบนนะครับ

ในช่วงที่มีการด่าไว้ก่อนว่า อีกฝ่ายคอรัปชั่น
ในช่วงนั้นก็ยังเป็นแค่ความคิดเห็น ไม่มีหลักฐานอะไรนะครับ

ถึงแม้วันนี้จะพิสูจน์ได้(บางส่วน) แต่ในช่วงที่พูดตอนนั้น นั่นก็เป็นความคิดเห็นนะครับ
แล้วจะบอกว่า ตอนม็อบกู้ชาติ ไม่ใช่เรื่องบ้านเมืองรึ???


อ่า ต่อช้าไปหน่อย แต่คงดีแล้วละมั้ง?

อืมครับ เผด็จการรัฐสภานะครับ
มันมีจริงเหรอครับ อ้างจากอะไรครับ

หัวหน้าบกออะไร ลูกน้องเอาหมด มันก็เรื่องนึงนะครับ แต่มันเป็นเผด็จการตรงไหน ในเมื่อสุดท้ายก็ตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก
การที่นักการเมืองส่วนนึงเป็นลูกน้องของนักการเมืองอีกคน แล้วยกมือเห็นด้วยให้ตลอดเวลา มัน็ยังไม่ใช่เผด็จการ เพราะมันเป็นการตัดสินใจของคนๆนั้น ว่าเห็นด้วย และเหตุผลอะไรก็เป็นเรื่องของเจ้าตัว

ถ้าเสียงนั้นได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย อันนี้ก็ว่ากันตามกฏหมายไป แต่ถ้ามันไม่มีกฏหมายรองรับ มันก็ไม่มีความผิด การเรียกว่าเป็นเผด็จการก็เป็นแค่การตั้งชื่อเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้คนคล้อยตาม ตามแต่ใจตนเอง ถูกมั้ยครับ(รู้สึกว่ามันก็เป็น Propaganda แบบนึง?)

ส่วนเรื่องชิงยุบสภาก่อนการตรวจสอบ ผมก็เข้าใจคุณนะ ว่ามันไม่งาม
แต่มันก็ไม่ผิด ไม่งั้นกรุณาไปดูประวัติของทางฝ่ายค้านด้วยนะครับ ว่ายุบสภาก่อนหมดวาระนี่มันเป็นยังไง

และสปอตทางทีวี ผมยังไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า "ถ้ารักประชาธิปไตย ต้องเลือกท่าน" เลย
คำว่า "จะเลือกกฎหมู่ หรือ ประชาธิปไตย" ก็เป็นสปอตที่เหมาะสมแล้วกับการที่มีม็อบกู้ซากป่วนเมืองอยู่ แต่บังเอิญว่าตอนนั้นพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมลงสมัคร และยังร่วมมือกับม็อบกู้ซาก เชิญชวนให้ทุกคนกางดออกเสียง คำว่า "จะเลือกกฎหมู่ หรือ ประชาธิปไตย" กลายเป็นถูกแปลงสารไปว่า ในเมื่อไม่มีกาอย่างอื่นนอกจากไทยรักไทย ก็แปลว่ายกตัวเองเป็นเครื่องหมายประชาธิปไตย ซึ่งใครที่แปลงสาร ก็คงหน้าเดิมๆ


เรื่องกำหนดการเลือกตั้ง กกต.กำหนดเอง ถูกครับ แต่เมื่อทุกพรรคประท้วงแล้ว กกต. ก็ไปถามกับพรรคที่ประท้วงแล้วว่าต้องการวันไหน ผลสรุปต่อมาคืออะไรคงยังไม่ลืมใช่มั้ยครับ???
พรรคฝ่ายค้านกลับบอกว่า "วันไหนก็ไม่ลง ทักษิณยังอยู่จะไม่ลง"
ผมเห็นว่าหลังจากนั้นคนที่จะลงสมัครทุกคนไม่มีท้วงอะไร ในเมื่ออย่างงั้นจะแปลเป็นว่า คนที่จะลงสมัคร เห็นด้วยกับวันที่ กกต. กำหนดแล้ว ส่วนคนที่ไม่ลงสมัคร จะวันไหนก็ไม่ลงสมัคร งั้นจะสนใจทำไมว่าประท้วงว่าเร็ว

เพราะงั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวแล้วมั้ง?


เรื่องทางตันผมก็คิดว่าแล้วแต่มุมมอง ว่าจะมองตรงไหนให้เป็นปัญหา
มีการจัดการเลือกตั้งแต่ไม่ยอมลง โดยที่เหตุผลฟังไม่ขึ้น มันตลกครับ แถมยังมีการจ้างคนอื่นไม่ให้ลงเลือกตั้งอีกต่างหาก

ส่วนการแฮคข้อมูล ผมยังไม่ได้ฟังว่าทรท. แก้ตัวยังไง เพราะงั้นผมขอผ่านไปก่อนละกันนะ
แต่เรื่องยุบพรรคผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก ที่คาใจคือ ทำไมพรรคฝ่ายค้านผ่านทุกรณี เมื่อมีการจ้างพรรคเล็กเหมือนกัน ฝ่ายนึงจ้างให้ลง อีกฝ่ายจ้างว่าไม่ให้ลง ฝ่ายที่จ้างให้ลงจะมองว่าให้เงินสนับสนุนพรรค ก็ได้ แต่ยังไงก็จะมองว่าจ้าง ส่วนอีกฝ่ายที่จ้างว่าไม่ให้ลง ไม่รู้ทำไมถึงไม่มีข่าวอะไรเลย แถมไม่มีความผิดอีกต่างหาก(กักขังหน่วงเหนี่ยวคนยังไม่ผิดเลย แปลกดี?)


ต่อมา เรื่องสภาพบ้านเมือง ตลกดีนะครับ ตอนอดีตนายกพูดคำว่า จีดีพี ก็ไม่ยอมเชื่อกัน แล้วก็บอกว่าเป็นข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้
แต่รัฐบาลนี้พูด กลับเอามาอ้างอีกแฮะ
โดยส่วนตัว ผมไม่เคยเชื่อ GDP หรืออะไรที่ออกมาจากปากนักการเมืองรัฐบาลที่แล้วเท่าไหร่อยู่แล้ว สิ่งที่ผมเชื่อคือสภาพที่ผมเห็น ว่าใครๆก็รู้สึกว่าฐานะดีขึ้น สภาพคล่องทางการเงินสูง เงินต่างประเทศไหลเข้ามากกว่าออก การเติบโตก็เกิดขึ้นจริง

พอตอนนี้ก็อ้างว่าความไม่สงบเกิดขึ้นจากคนรัก ทรท. ทั้งที่คนที่เริ่มความไม่สงบก่อนคือฝ่ายไหนก็รู้ๆกัน
พวกคุณเริ่มก่อน สำเร็จผลไปแล้ว สมใจแล้วก็อ้างว่าอีกฝ่ายนึงเล่นไม่เลิก คิดเอาเองนะครับว่าถูกรึเปล่า


ไม่ต้องมาใช้ศัท์สูงบ่อยๆหรอกครับ คำว่าโพรพากันด้าน่ะ เห็นตอนนี้รัฐบาล คมช. และพวกพันธมิตรใช้บ่อยกว่ากันเยอะเลย ทั้ง เผด็จการรัฐสภาเอย ขายชาติเอย เรามาถูกทางแล้วเอย เศรษฐกิจยังเติบโตได้เอย แก้ปัญหาภาคใต้ถูกจุดแล้วเอย เป็นจริงรึเปล่าก็คงไม่หลอกตัวเองนะครับ

ขายสัมปทานกับขายชาติคนละอย่างนะครับ เหมือนขายตึกกับขายสัญญาเช่าตึก โตๆกันแล้วคงแยกความแตกต่างออกนะ


ส่วนเรื่องภาคใต้ ผมไม่อยากจะพูดมาก แต่ตอนทักษิณอยู่ก็โทษเพราะทักษิณๆๆ
ตอนนี้กลับลำกันว่ามันปัญหาระยะยาวมานานแล้ว(อาจจะคนละกลุ่มกัน แต่ก็เห็นว่าฝ่ายเดียวกัน เสียงออกมาจากกลุ่มไหนก็ฝ่ายนั้นอยู่ดี)
สองมาตรฐานดีครับ เห็นหลายเรื่องแล้ว


ใครที่อยู่ในอำนาจแล้ว คลั่ง อยู่ ตอนนี้
มันก็แล้วแต่มุมมองอยู่ดีครับ
ส่วนผมคิดว่า ใครที่อยู่ในอำนาจ แล้วประชาชนได้ผลประโยชน์มากกว่า คนนั้นคือคนที่สมควรครับ
ป.ล.
พูดถึงว่าก็นะ ตอนนี้ศาลก็ไม่มี มีแต่คณะกรรมการที่ทำหน้าที่แทนศาลที่ คมช. แต่งตั้งมาเอง

แล้วก็นะ การตัดสินส่วนนึง ที่ใช้ประกาศ คปค. มาตัดสิน แถมเอาผิดย้อนหลังซะด้วย

ตลกนะครับที่คุณเห็นว่ามันดีเลิศประเสริฐศรีสมบูรณ์แบบ
กลับไปอ่านใหม่ก่อนมั้ยครับ??
รู้สึกว่า "จังหวะ" ของคุณกับผมจะสมพงษ์กันจริงๆนะครับคุณไทน่า (อิอิ)


อ่านแล้วเหนื่อยเหมือนกันครับ

เอาไงดี

ที่คุณมีความเห็นว่า ผมใช้ศัพท์สูง
ถ้าไม่ชอบก็ขอโทษแล้วกันนะครับ
แต่โดยส่วนตัว เผอิญว่าเรื่องที่เขียนนั้น
เป็นการนำเอาทฤษฎีทางสังคม จิตวิทยา และทฤษฎีการสื่อสารมาเขียน
ดังนั้นศัพท์ที่ใช้ จึงเป็นเพียงศัพท์วิชาการธรรมดาครับ

ถ้าจะ(แอบ)กระแด_ ผมอาจจะต้องพูดว่า มันเป็น "academic language"สินะครับ อิอิ ขำขำครับท่าน


ส่วนเรื่องอื่นๆนี่ ผมว่า เถียงไป คงจะหาทางลงยาก เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ การรับข่าวสาร (เอาแบบทฤษฎีการรับสื่อเลยนะท่าน ) ทั้งแหล่งข่าว ตัวสาร และผู้รับ รวมไปถึงกระบวนการคัดกรองของแต่ละบุคคลนั้น มันต่างกันค่อนข้างมาก

อ๊ะๆ ผมไม่ได้บอกว่า ใครดีกว่ากันนะครับ พูดถึงกระบวนการ

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ก็อย่างที่ผมแนะนำ
"อ่าน"คำวินิจฉัยให้หมดก่อน ดีกว่าครับ
เพราะหลายๆอย่างที่คุณไทน่า ได้ให้ข้อสังเกต หรือทิ้งคำถามไว้นั้น มีคำตอบแบบละเอียด อยู่ในตัวคำวินิจฉัยแล้ว

อีกประการหนึ่ง เรื่องเหตุการณ์หลายๆอย่างในช่วงก่อนวันที่ 19 แนะนำให้คุณไทน่าไปดูนสพใมโครฟิลม์ย้อนหลังดูนะครับ

อ่านหลายๆฉบับ เอาพวกนสพ.กระเรวกระราดทิ้งๆไปบ้าง เอาหัวพวกเศรษฐกิจเยอะๆหน่อยครับ พวกนี้ข้อมูลลึกกว่า ละเอียดกว่า แต่ต้องอ่านย้อนหลังค่อนข้างมากครับ ถึงจะเชื่อมโยงข้อมูลได้

หาหลายๆแหล่งครับ ที่เชียร์ก็อ่าน
ที่ด่าก็อ่าน จะได้เป็นการเปิดประเด็นใหม่ๆที่เราอาจจะมีอคติอยู่จนมองข้ามมันไป


อีกเรื่องที่จะบอกก็คือ ถ้าไม่ใช่ ทรท
แล้วต้องเป็น ปชป

หรือ ถ้าด่าทักษิณ แล้วต้องเป็นสนธินี่

มันไม่น่าจะใช่นะครับ
(อันนี้คิดเอาเองนะ แต่ผมได้กลิ่นอะไรแบบนี้มาจากงานบางชิ้นของคุณ)

แล้วก็เรื่องภาคใต้

ศึกษาเรื่องต่างประเทศดูเราจะรู้ว่า หากใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ เข้าทาง "เค้า"แน่นอน การรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญครับ และต้องทำกันต่อไป ถึงจะช้า แต่เป้นทางเดียวที่ทำได้ ถ้าอยากให้ดินแดนนี้ ไม่"หด" ...
ศึกษาเรื่องต่างประเทศ น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ คงไม่ต้องอธิบายให้มากความกระมัง..


อ้อ..ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเพื่อนๆแถวสนามหลวง ฝากบอกเขาด้วยนะครับว่า ชุมนุมไม่ผิด เคลื่อนไหวเพื่อกดดัน ถ้าไม่รุนแรง ก็ไม่น่าจะผิดมากมายอะไร แต่ถ้ายัวยุ ป่าเถื่อน กักขฬะแบบนี้

เห็นที จะดูไม่งามนะครับ

ด้วยความหวังดีจริงๆ

สวัสดีครับ

#16 By 8anana7 on 2007-06-14 20:08

อาครับ ตัดประเด็นไปเยอะดีครับ

พูดถึงเรื่อง ถ้าไม่เอา ทรท แล้วต้องเป็น ปชป
ผมก็ไม่อยากพูด แต่มันเป็นความจริงนี่ครับ เพราะทันทีที่ เราบอกว่า ไม่เอาทักษิณ กระแสมันก็จะไหลไปให้น้ำหนักเป็นทิศทางตายตัว
ถ้ามีการเลือกตั้ง แล้วไม่เอาทักษิณ กระแสมันก็จะไหลไปทาง ปชป

ตอนนี้ที่คนไล่คมช กับคนรักทักษิณ อยู่ด้วยกันได้ เพราะไปทางเดียวกัน แต่แน่นอนว่าไล่ คมช ไปแล้ว จะจัดการทักษิณยังไง มันก็อีกเรื่องนึง

เรื่องปัญหาภาคใต้ ตอนนี้เป็นแค่แผลบาดเจ็บที่เท้าไปแล้วครับ
การรักษาความปลอดภัยแบบไหนครับที่คนตายอยู่ทุกวัน ตอนคนตายในยุคทักษิณ ทั้งๆที่อาจจะเป็นพ่อค้ายาบ้าทั้งนั้นก็ได้ ก็เห็นทำเป็นจะเป็นจะตาย
รัฐบาลนี้ปล่อยคนดีๆตายไปไม่รู้เท่าไหร่ เห็นดูสบายใจกันจัง
ค่อยๆแก้ที่ว่าเนี่ย คิดเหรอครับว่ากำลังค่อยๆแก้จริง ทำไมคนตายได้ทุกวันขนาดนี้???

ไอ้ "เค้า" ของคุณเนี่ยเป็นใครกันก็ยังไม่แน่เลย แต่ผมว่ามันผิดทางแล้ว ที่พยายามรักษาความปลอดภัย แล้วคนที่ตายไปก็ได้แต่อดทนน่ะ

คำว่า ยั่วยุ ป่าเถื่อน กักขฬะ
ผมขอคืนให้กับพันธมิตรเช่นกันครับ

ตอนที่ม็อบพันธมิตรมี คุณเคยได้ไปเยี่ยมเยียน แล้วบอกกล่าวทำนองนี้มั่งมั้ยครับ???
อย่าว่าแต่เขา อีเหนาเป็นเอง นะครับ

มันไม่ดี


สุดท้าย
เรื่องคำตัดสิน
ผมไม่รู้ว่าคุณอ่านหมดแน่รึเปล่า แต่ผมก็บอกได้ตรงๆว่าผมอ่านไม่หมดหรอก
แต่ประเด็นบางส่วนที่ผมได้ฟังมา ผมได้ไปเจอการชำแหละคำวินิจฉัยยุบพรรค
จากที่นี่ http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1854
รบกวนช่วย ชำแหละ การ ชำแหละคำวินิจฉัยยุบพรรค ในครั้งนี้ ให้ผมฟังหน่อยนะครับ ว่าเค้าพูดผิดตรงไหนบ้าง

ขอให้โชคดีครับ
ปมปัญหาบางอย่างเนี่ย
มันไม่ได้มีแค่ ฝ่ายที่1 กับฝ่ายที่2 น่ะสิครับ

เรื่องภาคใต้เป็นปัญหามายาวนาน
ทั้งทางโครงสร้างที่ว่า "ใครทำไม่ดี ถูกย้ายลงใต้" กับประเด็นเรื่อง การถูกละเลยในด้านการพัฒนามาตั้งแต่ที่เราไป "ตี" เค้ามาตอนช่วงต้นรัตนโกสินทร์

รวมๆกับปัญหาเรื่องขบวนการค้ายาที่อยู่ในพื้นที่ เรื่องการฆ่ากัน มีทุกวันอยู่แล้วครับ เพราะความห่างไกลจากอำนาจรัฐนั่นแหละ

เผอิญว่า เมื่อตอนเหตุการณ์ตากใบ มีคนเทน้ำมันราดไปบนกองฟืนที่คุกกรุ่นอยู่
ด้วยประโยคที่ว่า โจรกระจอก มันจึงเป็นแบบนี้ยังไงล่ะครับ

คราวที่แล้ว ผมเรียนให้คุณไปหาอ่าน เพราะผมเชื่อว่า ถ้าคุณมีโอกาสได้อ่านเอง (อ่านข่าวนะครับ ไม่ใช่บทวิเคราะห์) น่าจะมีประเด็นให้ได้ถามไถ่ หรือแลกเปลี่ยนกัน แต่ไม่เป็นไรครับ

อีกข้อนึงที่คราวที่แล้วไม่ได้ตอบนะครับ
เรื่องเผด็จการรัฐสภา
ลองหาดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติดูนะครับ จำได้ไหมว่าครั้งหนึ่ง มี สส.หญิงหน้าใหม่คนหนึ่ง ลงมติคัดค้านมติหลักของ ทรท.ในสภา ในที่สุด เมื่อคุณหญิงเรียกพบ เธอจึงต้องกลับคำเรื่องมติด้วยน้ำตานองหน้า แล้วบอกกับประชาชนว่า เธอ"กดผิด"ไงล่ะครับ

แก็งค์นี้นี่ "กดผิด กาผิด" กันบ่อยดีนะครับ


เรื่องขายสัมปทาน

มันเป็นสัมปทานของ"ชาติ"นะครับ

ขายสมบัติชาติให้ต่างชาติ
มันก็เป็นการเอาชาติไปขึ้นเขียงขายนั่นแหละครับ

มันไม่ใช่สัญญาเช่าตึกครับ

มันเป็นคนละเรื่อง


เรื่องการชุมนุมนะครับ
ตัวกลุ่มพีทีวีเอง เดินตามกลุ่มพันธมิตรทุกอย่าง
ทั้งการรวมตัว การขยายกลุ่ม การเคลื่อนไหวกดดัน จนมาถึงจุดสุดท้าย คือการปรับรูปแบบเป็นอหิงสา หลังจากการแสดงความป่าเถื่อนของตนเองออกไป ก็นับว่าปรับแผนได้ดีครับ เพราะผมเองก็ได้เคยเสนอเรื่องนี้ให้กับกลุ่มคนรักทักษิณเหมือนกัน

ดีใจที่ปรับท่าทีได้ ไม่อย่างนั้นกลุ่มพีทีวีเองจะดู "ไม่น่ารัก"

ผมเรียนเค้าไปแบบนี้น่ะครับ

เรื่องสุดท้ายที่จะเรียนก็คือ

การอ่านข่าว คุณควรจะอ่าน "ข่าว"น่ะครับ ถ้าไม่อ่านข่าว ไปอ่านสิ่งที่คนอื่นเขาวิเคราะห์มาแล้วนั้น มันจะดี จะเป็นการรับรู้มุมมองที่ตางออกไปได้ ก็ต่อเมื่อคุณได้อ่านข่าวนั้นจบไปแล้วนะครับ

แต่ถ้าคุณรับสาร ซึ่งก็คือ ข่าว ที่ถูกสังเคราะห์จากทัศนตริของคนอื่น มันก็เป็นเพียงการ "กินโยเกริ์ต" ที่ผ่านการย่อยโดยจุลินทรีย์เรียบร้อยแล้ว แต่คุณไม่มีทางได้เห็น "นม" ที่เป็นต้นตอเป็นรูปร่างที่แท้จริงของมันนั่นแหละครับ

ผมไม่ได้บอกว่า การอ่านข่าวที่วิเคราะห์แล้วไม่ดี แต่กำลังจะบอกว่า

"อ่านเองซะบ้าง ก็น่าจะดี" น่ะครับ

ผมพยายามให้คุณไปหาอ่านเอาเอง
เพราะเชื่อว่าคุณทำได้

เพราะเท่าที่