Politic

คนไทยกับSelective Perception

posted on 23 May 2007 14:12 by banana7  in Politic

สวัสดีครับ

บ้านเมืองเราตอนนี้กำลังวุ่นใช้ได้ครับ อันที่จริงต้องบอกว่า วุ่นกันมาได้ 5 ปีกว่าแล้ว

ที่จริงเวลานานขนาดนั้น เราน่าจะได้เรียนรู้ ได้เติบโต (หรืออย่างเลวร้าย น่าจะ "ชิน" )

ในฐานะคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของประเทศนี้ ก็รู้สึก "เซ็ง" กับความเป็นไปของ

ประชาชน ผู้คน หรือคนมีอำนาจ (หรืออดีตผู้มีอำนาจ)หลายๆคนกันพอสมควร

หลังวันที่ 19 กันยา ตัวผมเองมีความคาดหวังพอสมควรว่า เราน่าจะมีการเรียนรู้

กับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมาได้บ้าง อย่างน้อยที่สุด ผมก็คาดว่า เราน่าจะเริ่ม

รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "การตั้งคำถาม" กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรากันบ้าง

แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ เพราะสิ่งที่เราพบเห็นก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ

ที่ยังคงเกิดขึ้นเฉกเช่นในยุคที่แล้ว นั่นคือ

เวปข่าวบางเวป เวปบอร์ดบางที่ ก็ยังเสนอข่าวด้านเดียว

สถานีโทรทัศน์บางแห่ง ก็ยังเสนอข่าวด้านเดียว

การชุมนุมบางอย่างบางกลุ่ม ก็ยังเป็นการจัดตั้ง

หรือเป็นเพียงการชีนำจากข้อมูลเพียง.... ด้านเดียว

ที่ว่ามานี่ ไม่ด้ต้องการจะบอกว่า ถ้าคุณคิดไม่เหมือนผม ไม่ได้ชอบใครเหมือนผม

แล้วมันจะผิดนะครับ เพียงแต่ว่า สิ่งที่ไม่ถูกใจผมเลยก็คือ

ทำไมหนอ...ป่านนี้แล้ว เจ้ายังคับแคบไร้การศึกษา

ทำไมหนอ...ป่านนี้แล้ว เจ้ายังเจื้อยแจ๊ว เหมือนนกไร้จรรยา

ทำไมหนอ ป่านนี้แล้ว เจ้ายังแกร่ว อยู่ในกะลาตน!!!

......

คนหลายๆกลุ่มในบ้านเรา ยังไม่เกิดการเรียนรู้

ทั้งในเรื่องการเปิดรับข่าวสารที่รอบด้าน และการขาดองค์ความรู้ในการวิเคราะห์แยกแยะ

หรือจะกล่าวโดยรวมก็คือ เรายังไม่มีระบบคิดที่เชื่อถือได้ ที่จะนำพาเรา

ไปสู่การกลั่นกรองข้อมูลก่อนที่จะเลือก "เชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ" นั่นแหละครับ

ดังนั้น

จึงเกิดปรากฎการณ์ "ตัวหนา" ที่ผมเขียนขึ้นข้างบนนั่นแล

อ๊ะๆ ใครจะตีความว่าเป็นใคร กลุ่ใหน อย่างไร เอาเลยครับ

เสร็จแล้วเก็บไว้เองนะ ไม่ต้องมาบอกผม ผมไม่อยากรู้หรอก(ฮา)

มูลเหตุสำคัญของการที่เรา "ไม่เรียนรู้" ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า "การเลือกรับ" ครับ

ถ้าจะเอาแบบวิชาการจ๋าเลย ก็อาจจะต้องอ้างอิงทฤษฎีทางสื่อสารมวลชนละครับ

อย่างงานของ Klapper (1960) เรื่อง Selective Perception...

แกกล่าวว่า การเลือกรับรู้มันมีอยู่ 3 แบบ คือ

-การเลือกเปิดรับ (Selective exposure)

ก็คือ คนเรามีแนวโน้มว่า จะสื่อสาร รับรู้

ตามความเห็นของตนเองเป็นหลัก (โดยไม่เกี่ยวว่า มันจะจริงหรือไม่--ผมเอง)

-การเลือกรับรู้ (Selective perception)

คือ แนวโน้มที่คนเราจะเปิดรับ ตีความสารนั้นๆ

ไปตามความเห็นของตนโดยบิดเบือน ไปตามความคิดเห็นของตน

-การเลือกจดจำ(Selective retention)

คือ ความพร้อมที่จะจดจำจะเกิดขึ้นแก่คนที่สนใจ

และพร้อมเข้าใจ (เพราะมันไปสอดคล้องกับความเห็นของตน) และพร้อมที่จะลืม เมื่อมัน

ไม่เป็นไปตามความต้องการของตน

จะลองยกตัวอย่างนะครับ เอาเป็นว่า เป็นเรื่องสมมติแล้วกัน

สมมตินะครับสมมติ บอกกันชัดแล้วนะครับ

คนบางคนเลือกที่จะดูแต่ข่าวที่เชียร์ฝั่งที่ตนเองชื่นชอบ

และก่นด่าสิ่งที่ตรงกันข้ามออกไป โดยไม่ฟังเหตุผล

อาทิเช่น ข่าวของ 2 สถานีคู่กันอย่าง ASSTV กับ PEATV

ใครชอบฝั่งไหน ก็ดูมันอย่างเดียวนั่นแหละครับ

(2 สถานีนี้ไม่มีจริงนะครับ แหม..ใครจะบ้าตั้งชื่อแบบนี้ล่ะครบ)

หรือการนำเอาคำพูด keyword บางอย่าง ไปบิดเบือนให้เข้ากับความเห็นของตนเอง

เช่นเอาคำพูดผู้นำมานั่งตีความเข้าข้างตนเอง โดยไม่คิดจะฟังให้จบ

หรือตัดต่อคำเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ส่วนตน ...อืมม..เห็นทุกวันเลย

เปิดช่อง TITTV สิครับ ที่จริงผมว่า นักข่าวช่องนี้ น่าจะกลับไปเรียนหนังสือใหม่นะครับ

พวกผู้จัดรายการ (บางกลุ่ม...กลุ่มดีดีก็มี) ก็ด้วย

ทำงานสื่อสารมวลชน แต่ไม่เข้าใจ เรื่องสื่อเสรีกับสื่อสาธารณะ

เป็นสื่อที่ "อนาถ"ดีครับ

(ทีวีช่องนี้ ก็ไม่มีจริงครับ เป็นเรื่องสมมติครับ สมมติ)

หรือการที่คนบางกลุ่ม เกิดระริกระรี้ อยากจะเป็นวีรชนประชาธิปไตยกันใหญ่

โดยเลือกที่จะลืม(หรือไม่เคยสนใจเลย)ว่าเคยมีใครทำระยำตำบอนไว้แค่ไหน

อย่างบางประเทศน่ะครับ เอาว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ยังไม่รู้เลย

แต่อยากจะดิ้นรนเหลือเกิน แถมพูดไปพูดมา

สุดท้าย ก็แค่เรียกร้องให้ "นายหัว"ของตัวกลับมาโปรด .....โถ..น่าสงสารจริงๆ

ก็เข้าใจละครับ ว่าอ่านหนังสือไม่ค่อยออกกัน ถึงได้ไม่รู้เรื่องราวข่าวคราว

หรือความคืบหน้าอะไรในโลกเท่าไหร่ ทำไงได้ละครับ

(ประเทศที่ว่านี่ จัดเป็น banana republic แถวๆอาฟริกา หรือ ลาตินอเมริกาครับ

ไม่ใช่แถวๆเอเชียหรอกครับ อย่าเพิ่งเครียด แหม...)

ก็ไม่รู้ละครับว่า ที่ยกตัวอย่างมานี่ จะทำให้ใครเกิดการเรียนรู้ กันบ้างหรือไม่

พยายามจะยกตัวอย่างที่ไกลตัวสักนิด จะได้มองได้อย่างกว้างๆละครับ

ผมเองก็ยังคงเฝ้ามอง อนาคตของประเทศนี้ต่อไปละครับ

ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อตัวเอง และก็เพื่อลูกหลานของเราเองด้วย ..

อ้อ..ก่อนจากกันไป

หลวงพี่ "ธมมธีโป" ฝาก "พร" มาให้กับทุกคนด้วยครับ

โกรธ คือ โง่

โมโห คือ บ้า

ไม่โกรธดีกว่า ไม่บ้า ไม่โง่

ลาไปก่อน สวัสดีครับ